
ยามรัตติกาลอันเงียบสงัดแผ่ปกคลุมคฤหาสน์สีชมพูปะการัง ภายในห้องทำงานของมารดาผู้ล่วงลับ แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟระย้าคริสตัลส่องกระทบกองเอกสารที่สูงตั้งตระหง่าน คีอาร์ในชุดนอนผ้าลูกไม้สีครีมและกางเกงขาสั้นลายดอกไม้สีน้ำตาลเข้มยังคงนั่งจมอยู่กับกองตัวเลขที่น่าเวียนหัว แม้ว่าเวลานี้สมควรแก่การพักผ่อนแล้วก็ตาม ความสับสนจากการพบเห็นวันวาเลนไทน์บนปฏิทินเมื่อช่วงบ่ายยังคงตามหลอกหลอนเธอราวกับพายุน้ำแข็งที่ก่อตัวไม่ยอมสลาย คีอาร์เลยพยายามใช้ตรรกะกดข่มความรู้สึกแปลกประหลาดที่มีต่อใครบางคนลงไป
…แต่ยิ่งพยายามมากเท่าไหร่ อารมณ์ที่ปั่นป่วนก็ยิ่งประทุออกมาจนเธอควบคุมพลังของตนเองไม่ได้
แครก!
เสียงพลังเยือกแข็งดังขึ้นเบา ๆ เมื่อเชิงเทียนโลหะแกะสลักที่วางอยู่ใกล้มือถูกไอเย็นจัดแผ่เข้าครอบคลุมจนกลายเป็นน้ำแข็งภายในพริบตา คีอาร์สะดุ้งโหยง ถอนมือออกมาอย่างรวดเร็วพลางจ้องมองผลงานที่ไม่ได้ตั้งใจของตัวเองด้วยแววตาตื่นตระหนกภายใต้กรอบแว่นทรงกลม ‘นี่ฉันเป็นบ้าอะไรไปกันเนี่ย…’ เธอสบถในใจ พยายามสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อดึงสติกลับคืนมา แต่กลิ่นเมนทอลแตงโมที่คุ้นเคยกลับไม่ช่วยให้เธอสงบลงได้เหมือนเก่า
ทันใดนั้นเอง เสียงเครื่องยนต์ที่ดังกระหึ่มกึกก้องก็ทะลุผ่านความเงียบสงัดของยามค่ำคืนเข้ามา คีอาร์ขมวดคิ้ว มันเป็นเสียงมอเตอร์ไซค์ที่ทรงพลังและดุดัน ฟังดูคุ้นหูอย่างน่าประหลาด แต่ด้วยความที่จิตใจกำลังสับสนวุ่นวาย เธอจึงเลือกที่จะเพิกเฉยและคิดว่าเป็นเพียงพวกนักซิ่งตีนผีที่ผ่านทางมาเท่านั้น
ทว่า...
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
ไม่นานเสียงเคาะประตูห้องทำงานดังขึ้นสามครั้งอย่างเป็นจังหวะ ก่อนที่ประตูไม้โอ๊คบานใหญ่จะถูกเปิดออกอย่างเบามือ เผยให้เห็นพ่อบ้านชราในชุดนอนทับด้วยเสื้อคลุมผ้าไหมเดินเข้ามาด้วยสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย “ขออภัยที่มารบกวนยามวิกาลครับคุณหนู... แต่มีแขกมาขอพบครับ”
คีอาร์เลิกคิ้วขึ้นสูง ความง่วงงุนจางหายไปในทันที “แขก? ตอนกลางคืนเนี่ยนะคะ? ใครกันคะ?”
“เธอแจ้งว่าชื่อ... เอมีเลีย แอร์ฮาร์ต ครับคุณหนู” ชื่อนั้นทำให้หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอของคีอาร์กระตุกวูบอย่างรุนแรงจนเธอแทบจะทำปากกาหลุดมือ ดวงตาสีเฮเซลภายใต้กรอบแว่นเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจที่ไม่อาจเก็บซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากความเยือกเย็นได้อีกต่อไป ชื่อนั้น... ชื่อของคนที่กำลังปั่นป่วนจิตใจเธอตลอดทั้งวัน
คีอาร์จึงลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้โดยไม่สนใจเอกสารที่ปลิวว่อน เธอรีบเดินนำพ่อบ้านออกจากห้องทำงาน ตรงไปยังโถงทางเดินหินอ่อนที่ทอดยาวสู่ประตูหน้าคฤหาสน์ ความคิดในหัวตีกันยุ่งเหยิงไปหมด ทำไมเอมีเลียถึงมาที่นี่? ทำไมถึงมาเวลานี้? แล้วที่สำคัญ... รุ่นพี่รู้ที่อยู่ของเธอได้ยังไง?!
เมื่อประตูไม้สักบานมหึมาถูกเปิดออก ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำเอาคีอาร์ถึงกับยืนตะลึงงันไปชั่วขณะ ท่ามกลางแสงสลัวของโคมไฟสวน เอมีเลีย แอร์ฮาร์ต ในชุดแจ็กเก็ตนักบินหนังสีน้ำตาลตัวเก่งยืนกอดอกพิงมอเตอร์ไซค์อัสนีวายุคันยักษ์ที่ยังคงส่งเสียงครางต่ำ ๆ อยู่ สายตาคมกริบของเธอกำลังกวาดมองไปรอบ ๆ คฤหาสน์แสงเหนือด้วยแววตาที่เบิกกว้างอย่างไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
“ให้ตายเถอะซุส...” เอมีเลียสบถออกมาเบา ๆ เมื่อเห็นความโอ่อ่าหรูหราของคฤหาสน์สีชมพูปะการังที่ซ่อนอยู่หลังแนวป่าสน เธอรู้อยู่แล้วว่าคีอาร์ไม่ใช่คนธรรมดา แต่ก็ไม่คิดว่าจะร่ำรวยถึงขั้นมีคฤหาสน์ส่วนตัวแบบนี้ ทว่าความสนใจในสถาปัตยกรรมของนักบินสาวก็ถูกดึงกลับมาอย่างรวดเร็วเมื่อคีอาร์ก้าวออกมาสู่แสงไฟ เอมีเลียหันขวับกลับมาและ… วินาทีนั้น ราวกับเวลาถูกหยุดนิ่งลงกลางอากาศ
สายตาของเอมีเลียไล่มองเด็กสาวตรงหน้าตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เส้นผมสีทองแดงบลอนด์สตรอว์เบอร์รียาวสลวยทิ้งตัวล้อมกรอบใบหน้าขาวซีดที่สวมแว่นสายตาทรงกลมอันคุ้นเคย ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของนักบินผู้เจนจัดในทุกสนามรบต้องเต้นผิดจังหวะไม่ใช่ใบหน้า แต่คือชุดที่อีกฝ่ายสวมใส่ มันไม่ใช่ชุดฟอร์มค่ายสีส้มที่ดูเชย หรือชุดที่มิดชิดจนน่าอึดอัดเหมือนที่คีอาร์ใส่ทุกครั้ง แต่มันคือชุดนอนลูกไม้สีครีมบางเบาที่เผยให้เห็นลาดไหล่ขาวเนียนและร่องอกวับ ๆ แวม ๆ กางเกงขาสั้นลายดอกไม้ตัวจิ๋วที่อวดเรียวขาสวยที่ดูเปราะบางดุจเครื่องกระเบื้อง มันช่างดูไร้การป้องกันและเย้ายวนใจอย่างน่าเหลือเชื่อในสายตาของคนมอง “คุณพระ...” เอมีเลียหลุดปากออกมาโดยไม่รู้ตัว เธอรู้สึกได้ถึงความร้อนที่แล่นพล่านไปทั่วใบหน้าจนลามไปถึงใบหูอย่างรวดเร็ว จนต้องรีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่น พยายามทำทีเป็นสนใจรูปปั้นคิวปิดในสวนเพื่อกลบเกลื่อนอาการที่ตัวเองก็ควบคุมไม่ได้
“เอ่อ... หวัดดีคุณหนู” เอมีเลียเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูไม่มั่นคงเอาเสียเลย เธอรีบยกมือขึ้นเกาแก้มแก้เก้อ “คือ... พี่แค่ขี่รถเล่นเพลินไปหน่อยน่ะ แล้วก็... ไม่นึกว่าคฤหาสน์ของเธอจะ... เอ่อ... สีชมพูขนาดนี้”
คำทักทายนั้นทำให้คีอาร์ขยับแว่นสายตาที่ตอนนี้มีฝ้าขึ้นบาง ๆ ให้เข้าที่ พยายามรักษามาดที่กำลังจะพังทลายลงเพราะสายตาที่อ่านไม่ออกของอีกฝ่าย “สวัสดีค่ะรุ่นพี่เอมีเลีย...” คีอาร์เอ่ยเสียงเรียบ แต่ในใจกลับเต้นรัวราวกับกลองศึก “แต่การขี่มอเตอร์ไซค์เล่นตอนตีหนึ่งข้ามรัฐมาถึงคอนเนทิคัต... ดูไม่ใช่กิจกรรมที่มีเหตุผลทางตรรกะรองรับเลยนะคะ”
“ก็นะ... ตรรกะมันไม่ใช่ทางของพี่อยู่แล้วนี่นา” เอมีเลียหันกลับมาสบตากับคีอาร์อีกครั้ง คราวนี้รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่แสนคุ้นเคยเริ่มกลับมาปรากฏบนมุมปาก “แล้วก็... พี่แค่คิดว่าถ้าไม่ได้เจอกันนาน ๆ คุณหนูอาจจะคิดถึงพี่จนน้ำแข็งเกาะบ้าน... ก็เลยแวะมาดูให้แน่ใจน่ะ ว่าแต่...” เอมีเลียเว้นจังหวะ สายตาของเธอเลื่อนลงมาหยุดอยู่ที่ชุดนอนของคีอาร์อย่างจาบจ้วงจนคนถูกมองต้องขยับสายตาจ้องกลับ
“ชุดต้อนรับแขกชุดนี้... น่าสนใจดีนะคุณหนู ถ้าใส่เดินในค่ายฮาล์ฟบลัดรับรองว่าพวกหนุ่ม ๆ หัวใจวายตายกันหมดแน่”
คีอาร์จ้องมองดวงตาคมกริบที่แฝงแววทะเล้นของคนตรงหน้านิ่งสนิท แม้ชุดนอนผ้าลูกไม้สีครีมที่เธอสวมอยู่จะทำให้เธอดูเปราะบางและอ่อนหวานผิดหูผิดตาเพียงใด แต่ความเยือกเย็นที่แผ่ออกมาจากท่าทางกลับยังคงเส้นคงวาเหมือนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน เธอขยับกรอบแว่นสายตาทรงกลมเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่ทำให้คนฟังถึงกับสะดุด “พูดจาจาบจ้วงแบบนั้น รุ่นพี่อยากเข้าคุกในข้อหาคุกคามทางเพศเหรอคะ?”
เอมีเลียที่กำลังทำหน้าเจ้าเล่ห์ถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มค้างเติ่งอยู่บนใบหน้าก่อนที่เธอจะรีบโบกไม้โบกมือเป็นพัลวันจนหอกอัสนีที่สะพายอยู่ด้านหลังแทบจะเหวี่ยงมากระแทกมอเตอร์ไซค์ “เฮ้! ไม่ใช่แบบนั้นคุณหนู! พี่ก็แค่... เอ่อ... ตกใจนิดหน่อย คือไม่คิดว่าปกติคนที่แต่งตัวจัดเต็มปิดตัวเองมิดชิดแบบเธอ เวลาเข้านอนจะ... จะเป็นลุคนี้”
นักบินสาวแห่งบ้านซุสอ้อมแอ้มตอบพลางเบือนหน้าหนีไปทางสวนดอกไม้โทนม่วงชมพูที่ดูหรูหราจนน่าอึดอัด ความมั่นใจที่เคยมีล้นปรี่หดหายไปดื้อ ๆ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความสงบนิ่งของคีอาร์ในชุดที่ดูไร้การป้องกันที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมา “ถ้าอย่างนั้นก็เก็บสายตาของรุ่นพี่เอาไว้ใช้ในการเดินทางเถอะค่ะ” คีอาร์เอ่ยตัดบทพลางหมุนตัวเดินนำเข้าไปในโถงหินอ่อนอันกว้างขวางของคฤหาสน์ “เชิญที่ห้องรับแขกก่อนค่ะ อากาศข้างนอกเริ่มหนาวเกินไปแล้ว”
และแล้ว ทั้งสองก็ได้เข้ามาภายในคฤหาสน์แสงเหนือที่เงียบงันและสะอาดสะอ้านจนดูราวกับพิพิธภัณฑ์ พ่อบ้านชราในชุดคลุมนอนรีบเดินเข้ามาพร้อมถาดน้ำชาด้วยความกระตือรือร้นเกินเหตุ จนคีอาร์ต้องปรายตามองชุดนอนของพ่อบ้านพลางถอนหายใจออกมาแผ่วเบาจนกลายเป็นไอสีขาว “ไปนอนเถอะค่ะ ไม่ต้องอยู่ดูแลแล้ว เดี๋ยวฉันจัดการเอง” เธอเอ่ยสั่งเสียงนุ่มแต่เด็ดขาด บ่งบอกว่าตอนนี้เธอกำลังไม่อยากให้ใครมาเห็นเธอตอนอยู่กับรุ่นพี่สาวตรงหน้า คำสั่งนั้นทำเอาพ่อบ้านชราโค้งคำนับสั้น ๆ แล้วรีบหายลับเข้าไปในเงามืดของโถงทางเดิน ทิ้งให้เดมี่ก็อดสาวทั้งสองนั่งเผชิญหน้ากันในห้องรับแขกที่ตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงที่ดูจะใหญ่เกินไปสักหน่อยสำหรับตอนนี้
คีอาร์ทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟากำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มภายในห้องรับแขกที่ถูกตกแต่งอย่างหรูหราจนดูไร้ชีวิต เธอประสานมือวางไว้บนตักอย่างสงบ แผ่นหลังเหยียดตรงตามบุคลิกที่ถูกหล่อหลอมมาอย่างดี ทว่าชุดนอนผ้าลูกไม้สีครีมที่เผยให้เห็นผิวขาวซีดราวกับพอร์ซเลนและช่วงไหล่ที่ดูบอบบาง กลับทำให้รัศมีแห่งความเย็นชาของเธอดูสั่นคลอนลงอย่างประหลาดในสายตาของแขกผู้มาเยือนยามวิกาล เธอยกถ้วยชาขึ้นจิบเพียงเล็กน้อยเพื่อกลบเกลื่อนความปั่นป่วนในอกที่เพิ่งเกิดขึ้นจากการเห็นตัวเลขบนปฏิทินเมื่อช่วงกลางวัน กลิ่นหอมสดชื่นของลูกอมแตงโมและเมนทอลยังคงอบอวลจาง ๆ อยู่รอบตัวเธอขณะที่เธอกดสายตามองคนตรงหน้าผ่านเลนส์แว่นทรงกลม
“เอาล่ะค่ะ ผ่านมาเกือบหนึ่งเดือนที่ฉันออกจากค่ายไปโดยไม่ได้แจ้งรายละเอียดอะไรนอกจากคำว่ากลับบ้าน...” คีอาร์เริ่มบทสนทนาด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบที่พยายามคุมไม่ให้สั่น “รุ่นพี่มาทำไมคะ? แล้วทำไมต้องมาในเวลาที่คนปกติเขาควรจะนอนกันหมดแล้วด้วย?”
เอมีเลียที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามในชุดแจ็กเก็ตนักบินหนังที่ยังมีไอเย็นจากภายนอกติดอยู่ ไม่ได้แสดงท่าทีเจ้าเล่ห์เหมือนทุกครั้ง เธอจ้องมองคีอาร์ด้วยดวงตาที่วาวโรจน์ไปด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเประหว่างความโกรธและความน้อยใจที่สุกงอมมาตลอดยี่สิบแปดวัน “โห… ดูคำถามสิ? ยี่สิบแปดวันพอดิบพอดีเลยนะคีอาร์... ยี่สิบแปดวันที่เธอหายไปเหมือนธาตุอากาศเลยแหละ” เอมีเลียแค่นหัวเราะสั้น ๆ น้ำเสียงของเธอทุ้มต่ำและแฝงไปด้วยความตัดพ้อที่ชัดเจนจนคีอาร์ต้องชะงักถ้วยชา
“ไม่ติดต่อกลับไปที่ค่าย ไม่ส่งข้อความหาใครสักคนเดียว แม้แต่คำว่าฉันสบายดี เธอก็ยังไม่คิดจะพิมพ์บอกกันเลยด้วยซ้ำ เธอรู้ไหมว่าคนอื่นเขาจะคิดยังไง? หรือว่าในสมองที่มีแต่ตรรกะของเธอมันไม่มีที่ว่างสำหรับคำว่าเป็นห่วงของคนอื่นอยู่เลยหรอ?” คำตำหนิที่ตรงไปตรงมานั้นทำเอากำแพงน้ำแข็งที่คีอาร์พยายามก่อขึ้นมาตลอดทั้งวันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง เธอรู้ดีว่าคนอื่นที่เอมีเลียพูดถึงนั้นหมายถึงตัวของรุ่นพี่เอง แต่เธอก็ยังคงเลือกที่จะสวมหน้ากากความมีเหตุผลเพื่อปกป้องตัวเองจากความรู้สึกที่เธอไม่เข้าใจ
“ฉันมีธุระส่วนตัวที่ต้องใช้สมาธิและเวลาอย่างมากในการจัดการค่ะ การติดต่อสื่อสารที่ไร้จุดประสงค์ที่ชัดเจนถือเป็นกิจกรรมที่รบกวนประสิทธิภาพในการทำงาน...”
“ไร้จุดประสงค์งั้นเหรอ?” เอมีเลียลุกพรวดขึ้นยืนจนโซฟาตัวหนาส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด ความเงียบงันของคฤหาสน์สีชมพูประการังดูจะยิ่งขับเน้นความอึดอัดให้ทวีคูณ “แล้วไอ้วันพรุ่งนี้น่ะ... วันที่ 14 กุมภาพันธ์น่ะ รู้ไหมว่ามันคือวันอะไร? พี่ขี่มอเตอร์ไซค์ฝ่าความหนาวข้ามรัฐมาที่นี่ไม่ใช่เพราะอยากมาฟังเธอสาธยายเรื่องที่ชวนไม่เข้าใจหรอกนะ” อยู่ ๆ เอมีเลียก็ชะงักกับคำพูดไปกลางคัน แววตาที่เคยห้าวหาญสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อมองสบเข้ากับดวงตาสีเฮเซลที่แฝงประกายเขียวเทาซึ่งจ้องมองกลับมาอย่างไม่ลดละ ความเงียบงันปกคลุมห้องรับแขกครู่ใหญ่ มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวจากภายนอกที่พยายามจะแทรกผ่านหน้าต่างเข้ามา
“พี่แค่...” เอมีเลียเบือนหน้าหนีพลางยกมือขึ้นเกาแก้ม แรงทิฐิที่พกมาเต็มเปี่ยมเริ่มมลายหายไปเมื่อเห็นคีอาร์ในชุดนอนที่ดูเปราะบางเช่นนี้ “พี่แค่ไม่อยากให้เธอต้องมานั่งฉลองวันวาเลนไทน์คนเดียวในบ้านที่กว้างจนน่ากลัวเหมือนขั้วโลกแบบนี้หรอกนะคีอาร์ พี่นึกว่าอย่างน้อย... ถ้าเราได้อยู่ด้วยกัน มันก็น่าจะดีกว่าการปล่อยให้เธอนั่งเถียงกับกองเอกสารพวกนั้นคนเดียวในคืนก่อนวันสำคัญแบบนี้”
คีอาร์ขยับดวงตามองดูแผ่นหลังของเอมีเลียที่สั่นน้อย ๆ ด้วยความหนาวหรือความรู้สึกบางอย่างที่เธออธิบายไม่ได้ ความสับสนที่รบกวนเธอมาตลอดวันบัดนี้มันชัดเจนขึ้นจนเธอเริ่มจะคุมอารมณ์ไม่อยู่ เธอพบว่าตัวเองไม่ได้โกรธที่ถูกบุกรุกยามวิกาล แต่เธอกลับรู้สึก... ปลอดภัยอย่างประหลาดที่มีคนคนนี้มายืนอยู่ตรงหน้าในวันที่เธอรู้สึกว่าความเงียบมันเริ่มจะกัดกินใจจนเกินไป เด็กสาวเจ้าของเรือนผมสีทองแดงบลอนด์สตรอว์เบอร์รีขยับกรอบแว่นสายตาทรงกลมให้เข้าที่ เธอไม่ได้หลบตาหรือแสดงท่าทีเขินอายกับชุดนอนผ้าลูกไม้ที่ดูเปราะบางผิดกับหน้ากากที่เธอเคยสวมใส่ คีอาร์เดินกลับไปนั่งลงบนโซฟากำมะหยี่อย่างสง่างามพลางรินน้ำชาที่เริ่มเย็นชืดลงในถ้วยด้วยกิริยาที่นิ่งสงบจนน่าขนลุก
“สำหรับฉัน... วันที่ 14 กุมภาพันธ์มันก็เป็นแค่ชุดข้อมูลเชิงพาณิชย์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างอุปสงค์เทียมในกลุ่มผู้บริโภคเท่านั้นค่ะ” คีอาร์เอ่ยน้ำเสียงราบเรียบขณะปรายตามองปฏิทินธีมเทพเจ้ากรีกบนโต๊ะทำงานที่อยู่ไม่ไกล “มันคือข้อสมมติทางสังคมที่ถูกพิมพ์ลงบนกระดาษอาร์ตสวย ๆ เพื่อให้ผู้คนรู้สึกว่าต้องทำสิ่งที่ไร้เหตุผลเพื่อแสดงออกถึงความรู้สึกที่จับต้องไม่ได้ การที่รุ่นพี่ขี่มอเตอร์ไซค์ฝ่าพายุมาถึงที่นี่เพียงเพื่อตัวเลขชุดหนึ่งบนปฏิทิน... มันดูไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลยนะคะ”
คำพูดที่เย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลกนั้นทำให้บรรยากาศในห้องรับแขกที่เคยอุ่นขึ้นจากการปรากฏตัวของเอมีเลียกลับดิ่งวูบลงทันที เอมีเลียชะงักไปครู่ใหญ่ แผ่นหลังที่เคยสั่นเทาค่อย ๆ ยืดตรงขึ้น รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ในตอนแรกหายวับไปจากใบหน้าของนักบินสาวผู้กล้าหาญ “ชุดข้อมูลเชิงพาณิชย์งั้นเหรอ?” เอมีเลียหัวเราะแห้ง ๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูขมขื่นจนใจหาย เธอหมุนตัวกลับมาสบตากับคีอาร์ด้วยแววตาที่สั่นไหวไปด้วยความผิดหวังที่รุนแรง
“พี่ก็นึกว่าน้ำแข็งที่เกาะกินใจเธอจะละลายไปบ้างแล้วตั้งแต่ตอนที่เราสู้ด้วยกันที่ควิเบก... นึกว่าเธอกลายเป็นคนที่มีความรู้สึกมากกว่าตัวเลขสถิติไปแล้วเสียอีก สงสัยพี่จะคำนวณพลาดไปไกลเลยนะคุณหนู”
ก่อนที่เอมีเลียจะหยิบหมวกกันน็อกขึ้นมากระชับแน่น แววตาที่เคยเปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้นบัดนี้ดูมืดมนดุจท้องฟ้ายามพายุเข้า “ขอโทษด้วยแล้วกันที่รบกวนเวลาอันมีค่าในการวิเคราะห์ตรรกะของเธอ พี่คงสำคัญตัวผิดไปเองที่คิดว่าคนอย่างเธอจะต้องการใครสักคนมายืนข้าง ๆ ในบ้านที่เงียบเหมือนสุสานแบบนี้... ขอตัวนะ” เอมีเลียหมุนตัวเดินดุ่ม ๆ ออกไปทางประตูคฤหาสน์สีชมพูปะการังอย่างรวดเร็ว คีอาร์นั่งนิ่งมองถ้วยชาในมือชั่วอึดใจหนึ่ง ความรู้สึกว่างเปล่าที่เธอพยายามอธิบายว่าเป็นความสงบสุขกลับทิ่มแทงหัวใจเธออย่างรุนแรงจนน่าตกใจ เธอรู้ดีว่าคำพูดของเธอคือความสัตย์จริงตามตรรกะ แต่มันกลับเป็นความจริงที่กำลังจะทำลายสิ่งสำคัญบางอย่างที่เธอเพิ่งค้นพบ
ในวินาทีนั้น… คีอาร์ก็ตัดสินใจบางอย่างโดยไม่รู้ตัว
คีอาร์ลุกพรวดขึ้นโดยไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ เธอวิ่งกึ่งเดินตามร่างสูงของเอมีเลียออกไปที่เฉลียงหน้าบ้าน ท่ามกลางลมหนาวยามวิกาลที่พัดจนชุดนอนลูกไม้บาง ๆ ของเธอสะบัดพริ้ว “รุ่นพี่! จะไปไหนคะ?” คีอาร์ร้องถามออกไป น้ำเสียงของเธอหลุดมาดนิ่งขรึมไปชั่วขณะเอมีเลียที่กำลังจะก้าวขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์อัสนีวายุหันมามองด้วยสีหน้าประชดประชันอย่างเห็นได้ชัด “ก็จะไปให้พ้นจากเขตแดนน้ำแข็งนี่ไงคะคุณหนู จะไปหาที่ที่อุณหภูมิมันสูงพอที่มนุษย์อย่างพี่จะอยู่ได้ หรือไม่ก็ไปหาที่นอนที่มันไม่มีชุดข้อมูลที่เธอบอกว่าเป็นข้อมูลเชิงพาณิชย์มาหลอนประสาทพี่น่ะสิ”
“แต่ตอนนี้มันตีหนึ่งแล้วนะคะ! การเดินทางในสภาวะทัศนวิสัยต่ำด้วยอารมณ์ที่ขัดแย้งแบบนี้มันเพิ่มความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุทางถนนถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์!” คีอาร์เอ่ยต่อ เธอยังคงพยายามใช้ตัวเลขเข้าสู้อย่างไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ แม้หัวใจจะเต้นรัวด้วยความกังวลจนตนเองรู้สึกได้
“ต่อให้เสี่ยงหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ มันก็ยังดีกว่าการต้องทนฟังเธอพูดเรื่องตรรกะบ้าบอนั่นในคืนที่ฉันอุสส่าห์ข้ามรัฐมาหาเธอ” เอมีเลียตวาดกลับอย่างพ่อแงแม่งอน แววตาของเธอแสดงออกถึงความน้อยใจอย่างสุดซึ้ง
คำนั้นทำใวห้คีอาร์ยืนนิ่งอยู่กลางลมหนาว ผิวสีพอร์ซเลนของเธอเริ่มขึ้นสีระเรื่อไม่ใช่เพราะความเขินอาย แต่เป็นเพราะอารมณ์ที่ปะทุขึ้นจนเธอคุมไม่อยู่ เกล็ดน้ำแข็งเริ่มก่อตัวขึ้นรอบ ๆ ปลายเท้าของเธอขณะที่เธอก้าวเข้าไปใกล้เอมีเลียอีกก้าวหนึ่ง “ถ้าอย่างนั้น... ถ้าการที่ฉันพูดตามความเป็นจริงมันทำให้รุ่นพี่หงุดหงิดขนาดนั้น ฉันก็ขอโทษค่ะ” คีอาร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงขุ่น ๆ แฝงไปด้วยการประชดประชันเล็กน้อยตามนิสัยเสียของเธอ “แต่ฉันไม่อนุญาตให้รุ่นพี่ออกไปเสี่ยงตายบนท้องถนนในเวลาแบบนี้... กลับเข้าไปข้างในเดี๋ยวนี้ค่ะ”
คำสั่งนั้นทำเอาเอมีเลียชะงักไปเมื่อเจอท่าทีเผด็จการแบบเด็กดื้อของคีอาร์ เธอมองจ้องเข้าไปในดวงตาสีเฮเซลที่สั่นไหวของอีกฝ่าย ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาอย่างขัดใจ “เธอนี่มัน...”
เอมีเลียยังคงไม่ยอมขยับ มือที่สวมถุงมือหนังกระชับแฮนด์มอเตอร์ไซค์คันยักษ์แน่นจนประจุไฟฟ้าสีทองแล่นผ่านปลอกแขนอัสนีเหมันต์เป็นประกายวาบในความมืด เธอเตรียมจะบิดคันเร่งเพื่อทะยานออกไปจากพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความเย็นชาของเจ้าบ้าน แต่ทว่าคีอาร์กลับทำในสิ่งที่บ้าบิ่นที่สุดเท่าที่คนรักความปลอดภัยอย่างเธอจะทำได้ เพราะเด็กสาวในชุดนอนลูกไม้บางเบากลับเลือกที่จะก้าวเดินเข้าไปขวางหน้าล้อรถมอเตอร์ไซค์อัสนีวายุไว้โดยไม่เกรงกลัว
“ถอยไปคีอาร์! พี่ไม่อยากเผลอขับชนใครแถวนี้” เอมีเลียตวาดเสียงแข็ง แม้หัวใจจะหล่นวูบที่เห็นอีกฝ่ายกล้าเอาตัวมาเสี่ยงแบบนี้
“ฉันจะไม่ถอยค่ะ จนกว่ารุ่นพี่จะยอมลงจากรถแล้วเข้าไปคุยกันข้างในคฤหาสน์ดี ๆ” คีอาร์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่พยายามข่มให้ใจเย็นลงที่สุด เธอสูดลมหายใจที่เจือกลิ่นเมนทอลแตงโมเข้าปอดเพื่อรักษาความสุขุมที่กำลังจะพังทลาย “การทะเลาะกันกลางแจ้งในเวลาแบบนี้ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น นอกจากจะทำให้เสียสุขภาพและสิ้นเปลืองพลังงานโดยใช่เหตุ”
“แล้วจะให้พี่อยู่ต่อทำไมล่ะ?” เอมีเลียแค่นหัวเราะ แววตาของนักบินสาวเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและตัดพ้อ “ในเมื่อการอยู่ที่นี่มันไร้ประโยชน์ต่อเธอ พี่ก็ควรจะไสหัวกลับไปในที่ที่มีความหมายมากกว่านี้ไม่ใช่หรือไง?”
คำว่า ‘ไร้ประโยชน์’ ย้อนกลับมาทิ่มแทงคีอาร์อย่างรุนแรง สมองของนักวิเคราะห์สาวเกิดสภาวะ 'Error' ขึ้นมาทันที เธอพยายามค้นหาคำศัพท์ทางวิชาการหรือข้ออ้างทางสถิติมาโต้แย้ง แต่มันกลับไม่มีข้อมูลชุดไหนที่สามารถอธิบายความรู้สึกจุกที่ลำคอได้เลย ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วสวนดอกไม้โทนม่วงชมพูที่มีเพียงไอเย็นจากพลังของคีอาร์แผ่ซ่าน คีอาร์จ้องมองใบหน้าของเอมีเลียที่สลัวอยู่ในแสงไฟ ความเย็นชาที่เธอเคยใช้เป็นเกราะป้องกันตัวเริ่มปริร้าว เธอตระหนักได้ว่าหากปล่อยให้มือที่กุมแฮนด์นั้นบิดออกไป เธออาจจะต้องกลับไปเผชิญกับความเงียบงันที่กัดกินใจในคฤหาสน์นี้ไปอีกนานแสนนาน
“ได้โปรดเถอะค่ะ...”
น้ำเสียงของคีอาร์แผ่วเบาและสั่นพร่าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มันไม่ใช่คำสั่งของผู้ดีอังกฤษ หรือคำพูดของหุ่นยนต์ แต่มันคือการ ขอร้อง จากเด็กสาวคนหนึ่งที่กำลังหวาดกลัวความโดดเดี่ยว “...เข้าไปข้างในกับฉันก่อนนะคะ อย่าเพิ่งไปตอนนี้เลย”
น้ำเสียงนั้นทำให้เอมีเลียชะงักไปราวกับถูกสายฟ้าฟาด เธอไม่เคยคิดว่าคนอย่างคีอาร์จะยอมลดทิฐิและเอ่ยคำขอร้องออกมาง่าย ๆ แบบนี้ ความโกรธที่เคยพุ่งพล่านเริ่มมลายกลายเป็นความว้าวุ่นใจแทน ทั้งคู่จ้องหน้ากันท่ามกลางความเงียบที่อื้ออึง มีเพียงเสียงลมหายใจที่สอดประสานกันท่ามกลางไอเย็นยามวิกาล
สายตาของเอมีเลียเลื่อนลงมองร่างบางที่สั่นสะท้านน้อย ๆ แม้คีอาร์จะเป็นบุตรแห่งบอเรอัสที่หลงรักความหนาวเย็น แต่การยืนอยู่กลางน้ำค้างแข็งด้วยชุดนอนลูกไม้บางเบาเพียงตัวเดียวนั้น มันช่างดูน่าเป็นห่วงจนเอมีเลียทนดูไม่ได้ “เธอนี่มัน... จริง ๆ เลยนะ” เอมีเลียพ่นลมหายใจยาวก่อนจะดับเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์ เธอก้าวลงจากรถแล้วรีบถอดแจ็กเก็ตนักบินหนังของตัวเองออกมาคลุมทับไหล่บางของคีอาร์ไว้อย่างรวดเร็ว “น้ำแข็งที่ใจยังไม่ละลาย แต่ตัวจะแข็งตายก่อนแล้วมั้งคุณหนู” เอมีเลียบ่นกระปอดกระแปดพลางกระชับเสื้อแจ็กเก็ตให้คนตัวเล็กกว่า แววตาที่เคยแข็งกร้าวเริ่มอ่อนแสงลงด้วยความห่วงใยที่ปิดไม่มิด
คีอาร์ไม่ได้ขัดการกระทำนั้น เธอซุกตัวเข้าหาความอบอุ่นและกลิ่นหอมของน้ำมันเครื่องผสมกับกลิ่นไอของสายฟ้าจากเสื้อเอมีเลียอย่างไม่รู้ตัว กลิ่นนั้นช่างแตกต่างจากความสะอาดสะอ้านที่ไร้ชีวิตของบ้านหลังนี้เหลือเกิน “เข้าไปข้างในเถอะค่ะ... ” คีอาร์เอ่ยเสียงค่อยพลางเดินนำเอมีเลียกลับเข้าสู่คฤหาสน์สีชมพูปะการัง ทิ้งมอเตอร์ไซค์คันยักษ์ไว้เบื้องหลังท่ามกลางความหนาวเหน็บ เหลือเพียงคนสองคนที่แม้จะยังสับสนและทำตัวไม่ถูกต่อกัน แต่สายสัมพันธ์บางอย่างที่ถูกถักทอมาตั้งแต่ควิเบก ก็ยังคงทำหน้าที่ดึงดูดพวกเธอเข้าหากันอย่างไม่มีเหตุผลทางตรรกะใด ๆ จะอธิบายได้
